
เกี่ยวกับโครงการ
2559-2560
กรมชลประทาน
ได้ทบทวนแผนโครงการใหม่ ปรับลดการพัฒนาเหลือ 5 ระยะ (จาก 9 ระยะเดิม) เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานรวม 33.57 ล้านไร่ พร้อมศึกษาแผนสำหรับระยะที่ 1 อย่างละเอียด ซึ่งมีพื้นที่ 1.69 ล้านไร่
2561-2563
สํานักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)
ได้จัดทำ EIA ระยะที่ 1 (ช่วงปากแม่น้ำเลย-เขื่อนอุบลรัตน์) ซึ่งเสนอ
คชก. ไปแล้ว 3 ครั้ง คาดว่าจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 1.73 ล้านไร่
โดยแผนพัฒนาโครงการโดยรวมถูกปรับลดเหลือ 4 ระยะ ครอบคลุม 31.78 ล้านไร่
2552-2555
กรมชลประทาน
ศึกษาเชิงลึก ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (SEA) ความเหมาะสม (FS) และผล
กระทบต่อสุขภาพ (EHIA) พบว่าโครงการมีความเป็นไปได้ทั้งด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 30.64 ล้านไร่ แบ่งเป็น 9 ระยะ
2549-2551
กรมชลประทาน
ได้นำแนวคิดผันน้ำจากแม่น้ำโขงมาต่อยอด โดยศึกษาเบื้องต้น Pre-Feasibility พบว่า ภาคอีสาน โดยเฉพาะ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เหมาะกับการผันน้ำจากแม่น้ำโขงด้วยแรงโน้มถ่วง โดยไม่ต้องใช้ระบบสูบน้ำตลอดสาย
2548
มูลนิธิน้ำและคุณภาพชีวิต
ได้เสนอแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจ คือ การผันน้ำจากแม่น้ำโขงโดยอาศัย
แรงโน้มถ่วง ซึ่งมีศักยภาพสูงในการนำน้ำมาใช้ประโยชน์
2535
กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (ปัจจุบันคือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน)
ได้ศึกษาโครงการโขง-ชี-มูล ด้วยแนวคิดการสูบน้ำจากแม่น้ำโขง แต่ในขณะนั้นทำได้เพียงสร้างฝายในแม่น้ำชีและแม่น้ำมูลเท่านั้น
2563
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับกรมชลประทาน
ได้เสนอแผนพัฒนาการใช้น้ำจากแม่น้ำโขงต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งแผนดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 ระยะ โดยโครงการ “โขง–เลย–ชี–มูล” อยู่ในระยะที่ 3 ของแผน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าสู่พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงของพื้นที่เป็นหลักทั้งนี้ กนช. รับทราบและมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป
2565-2568
กรมชลประทาน
กำลังศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ระบบส่งน้ำของโครงการระยะที่ 1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 1.73 ล้านไร่ เพื่อให้มั่นใจว่าการพัฒนาจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมน้อยที่สุด (คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2569)